posted on 02 Jan 2010 21:47 by manemint
ผมไปเป็นทหารมา2ปี ผมเป็นทหารอากาศ กองพันอากาศโยธินรุ่น49/2 สิ่งที่ผมจะบันทึกต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมกลัวจะลืมในวันข้างหน้าที่จะแก่ตัวไป
วันแรกที่เข้ารับราชการผมจำได้ดี แม่ผม(อันที่จริงคือป้าที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก) มาส่งที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ผมเห็นแม่ร้องไห้ให้ผม ผมเพิ่งรู้ว่าแม่เองก็เป็นห่วงผมมาก ทั้งๆที่ผมก็เป็นภาระให้ท่านมาตั้งแต่เล็กผมไม่เคยลืมน้ำตาของท่านในตอนนั้น เวลาประมาณ10.00น ผมขึ้นรถบัสทหาร ผมมองมาจากหน้าต่าง ภาพที่ผมเห็นคือ ภาพคนที่ครอบครัวยืนมองผม เหมือนmvในมิวสิควีดีจนลับสายตา
รถมาจอดที่กรมต่อสู้อากาศยานทหารอากาศ เรามาที่นี่เพื่อแบ่งคนประมาณ400คนว่าจะไปอยู่กรมไหน มีต.อ. พัน.1 พัน2.ผมเจอเพื่อนคนนึงที่เคยเรียนที่เดียวกันตอนสมัยมัธยม เราคุยกันว่าขอให้ได้ไปอยู่ที่กรมเดียวกันมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน ผลปรากฎว่า เพื่อนผมได้ไปอยู่ ตอ ส่วนตัวผมอยู่ พัน.2 เรามองกันตาปลิบๆ ได้แต่บอกกันว่า โชคดีนะ หลังจากนั้นผมก็ถุกจับแยกมาอยู่รวมกับพวกที่จะไปพัน2ด้วยกันเพิ่อรอรถมารับเข้ากรมที่ตัวเองสังกัด ส่วนพวก ตอ นั้น ขึ้นโรงนอนไปแล้ว
จำได้ว่ารอไม่นานรถก็มา วิชาทหารแรกที่เราได้ฝึกคือ การนับ เวลาเราขึ้นรถเราต้องก็นับเสียงดังๆเพื่อเป็นการเช็คจำนวน วันนั้นผมตะโกนดังมากจนพวกที่ขึ้นรถไปแล้วหันมามอง(อันนี้ไม่รู้ว่าพวกมันเขม่นหรือตกใจ) เมื่อขึ้นจนคบรถก็ออกเดินทาง จำได้ลางๆว่ามีครูฝึกขึ้นมาด้วย2คน แต่ตอนนนั้นยังไม่รู้ว่าชื่ออะไร(เอาไว้บอกทีหลัง) เค้าพยายามบอกเราว่า “ไม่เป็นไรนะน้องๆ อยู่กันสบายๆแบบพี่ๆน้องๆ” ผมก็ฟัง แต่สมาธิไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว ในสมองก็พยายามนึกว่าเราจะต้องไปเจออะไรบ้างคิดแล้วก็ท้อ บอกตรงๆว่า อยากกลับบ้านมาก คิดเพลินๆแป๊ปเดียวมาถึงพัน2
เมื่อมาถึงกรมแวปแรกที่ผมเห็นกรม ผมเกิดความคิดในใจทันที นี่มันกรมทหารหรือว่าคุกวะ กำแพงขาวล้อมรอบ มีคูน้ำล้อมอีกชั้น บรรยากาศชวนอึดอัด พวกเราโดนไล่ลงจากรถ จากนั้นก็ไปเช็ดชื่อที่ใต้ถุนกองพัน เพื่อรับของใช้ในชีวิตการเป็นทหาร พวกาเราได้ เสื้อคอวี2ตัว รองเท้าผ้าใบสีดำ1คู่ ถุงเท้า2คู่ เข็มขัดกรม1เส้น กางเกงใน3ตัว ไม้แขวน2อัน สบู่1ก้อน แปรงสัฟัน1อัน ยาสีฟันหลอดเล็กๆ1หลอด (จริงอย่างที่ว่าเป็นทหารมาแต่ตัวก็ได้) จากนั้นบรรดารุ่นพี่ที่เป็นครูฝึกก็พาเราขึ้นเรือนนนอน บนเรือนนอนผมได้รู้จักกับคู่ซี้ผมในเวลาต่อมาเรานอนเตียงข้างกัน มันชื่ออ้อมครับ ไอ้อ้อทเป็นคนร่างกายบึกบึนมาตราฐานชายไทย อัธยาศัยดี ผมจึงเข้ากับมันได้ง่าย ที่นอนของเรานั้นอยู่ติดหน้าต่าง ถ้ามองออกไปจะเห็นต้นหูกวางใหญ่ ที่ตอนหลังครูฝึกมาเล่าให้ฟังว่า เคยมีพลทหารผูกคอตาย(ไม่รู้อำหรือเปล่า) สิ่งแรกที่เราได้ทำบนโลงนอนคือาการกจัดของในตู้ที่อยู่ใต้เตียงของเราเป็นตู้เล็กที่พอเก็บของใช้ที่จำเป็นได้ พวกเราต้องเก็บให้เป็นระเบียบ มุ้งเอาไว้ชั้นบน เสื้อผ้าทหารเอาไว้ชั้นล่างขันแปรงเอาไว้ข้างๆเสื้อผ้า จากนั้นครูฝึกก็ไล่ให้เรากางมุ้งตั้งแต่บ่าย2 (มั่งนะถ้าจำไม่ผิด) พอพวกเรากางเสร็จครูฝึกก็ให้พวกเราไปรอที่สนามฝึก สนามฝึกตั้งอยู่หน้าตึกกองพัน กว้างประมาณสนามฟุตบอล พวกเรามายืนยุกหยิกตากแดดรอ เพื่อพบกับผู้พันและผู้กอง พัน2.
วันรุ่งขึ้นพวกเราตื่นกันตี5 มีเวลาให้เก็บที่นอน เปลี่ยนเป็นชุดฝึกกันประมาณ10นาที(10นาทีนี่สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาวันแรกๆ หลังๆให้3-5นาทีแค่นั้น) เราลงมาที่สนามฝึก เพื่อเช็คชื่อ และกายบริหาร(พลทหารต้องทำอย่างนี้ทุกเช้า) จากนั้นเราก็รอเคารพธงชาติ หลังจากเคารพธงชาติ ผมได้เจอจ่าหิน ครูฝึกวิชาทหารของเรา(จำได้เลาๆว่า มีรุ่นพี่บอกว่าแกเป็นเคยอยู่หน่วยคอมมอนโดแต่รุ่นไหนจำไมได้) .....เดียวมาเขียนต่อ
posted on 16 Jun 2009 10:52 by manemint
ผมเป็นคนที่หลงใหลในรสของสุรา มักตั้งวงร่วมกันดื่มและเฮฮากับเพื่อนๆและน้องๆอยู่เสมอ สิ่งที่ขาดไม่ได้ในวงสุราคือเรื่องที่คุยกัน หยอกเย้าเล่นหัวกันในกลุ่มหัวข้อการคุยต่างๆช่วยเพิ่มรสชาติของสุราได้เป็นอย่างดีไม่ว่าสุรานั้นจะราคาถูก หรือเป็นเพียงเหล้าขาว40ดีกรีก็มีรสชาติดีขี้นมาทันทีถ้ากินกับคนที่รู้ใจกัน ถูกคอกัน
มาพักหลังๆการร่ำสุราของผมมักเป็นกับรุ่นน้องที่มหาลัยเสียเป็นส่ววนใหญ่ น้องๆเหล่านั้นมักมีเรื่องมาเล่า เรื่องแปลกๆที่บรรดาเพื่อนหรือพวกเค้ามาเล่าให้ได้หัวเราะกันร่วนอยู่เป็นนิจ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมตั้งวงอยู่กับน้องๆกลุ่มนี้ มีคนโพร่งถามผมมาว่า “พี่นับถือใครเป็นพิเศษ”
ผมก็บอกไปว่า “หลายคน พี่ชอบคนเก่งๆ”
“เก่งยังไงพี่”
“ก็แทบทุกสาขาแหละ พี่ชอบคนเก่ง อย่างเราคนไทยพุทธนี่เลย พระศาสดาของศาสนา”
รุ่นน้องอีกคนสวนคนมาว่า
“ใช่พี่ เรานับถือกันทุกคนแหละ แต่พวกเราแม่งเสือกผิดศีลข้อ5กันโครตบ่อยเลย”
เรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อย
“แต่ผมนับถือตัวเองครับพี่”
ผมมองหน้าคนพูดซึ่งเป็นคนเปิดประเด็นนี้คนมา
จากนั้นมันก็บอกว่าทำไมมันถึงนับถือตัวเอง พรรณนาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ความคิดมันบรรเจิดขนานนี้ คิดว่าอนาคตตัวเองต้องเป็นอย่างนี้นี้ ทุกอย่างที่มันคิดเป็นหลักการที่มันคิดว่าถูกไปเสียหมด ผมก็ฟังมันพูดไปเรื่อย ชวนเปลี่ยนหัวข้อคุยบ้าง สุดท้ายมันก็ยังตีรวนกับมาหัวข้อว่าใครนับถือใครได้อีก ผมฟังมันเล่าว่ามันนับถือตัวเองอย่างไร ก็ได้แต่หัวเราะอยู่ในลำคอ เออออ ห่อหมกกับมันไป แต่ที่แน่ๆคืนนั้นผมไม่เมา หลังจากเลิกราแยกย้ายกันกับที่พักของตน หัวข้อที่คุยกันอยู่ในหัวผมไม่ยอมให้ออกไปไหน ผมเลยปล่อยเลยตามเลยคิดไปตามน้ำ
ว่ากันอันที่จริงแล้วรุ่นน้องคนนี้เป็นคนที่เก่งและอัธยาศัยดีทีเดียวซ้ำยังมาสัมมาคารวะกับผู้อาวุโสกว่า แต่ติดตรงที่เป็นคนมั่นใจในตัวเองมากไปก็เท่านั้น ผมเองก็เคยคิดแบบเดียวกับน้องคนนี้ กูไม่นับถือใครกูนับถือตัวเอง การมานั่งฟังน้องคนนั้นพูด ก็เหมือนนั่งดูตัวเองในอดีต ดูแล้วก็เอามาขำ ขำทั้งความคิดน้องและอดีตความคิดของตัวเอง
ช่างโง่เขลานัก
พิจารณาดูกันดีๆว่าตัวพวกเรามีอะไรน่านับถือ เงินก็ยังหาไม่ได้ เรียนก็ยังไม่จบ แต่นั่งดื่มสุรากันจนเช้าจนเย็นเมามายหยำเปไปกับเพื่อน มีแต่ความคิดที่สวยหรูวันข้างหน้ากูจะต้องเป็นอย่างนั้น มีทรัพย์สมบัติเท่านี้ แต่วันนี้น้องๆเหล่านั้นยังไม่เริ่มลงมือทำอะไรกันเลย ช่วยเหลือสังคมบ้างหรือเปล่า ก็ไม่ ตั้งใจเรียนหรือเปล่าก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนสุดๆ เป็นพลเมืองชั้นดีของเมืองไทยหรือเปล่า พวกเราก็ไม่กล้าพูดเต็มปากว่าใช่ นี่น่าหรือคนที่ควรนับถือตัวเอง
ผมมองว่าคนที่จะนับถือตัวเองได้นี่ต้องเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมและส่วนร่วมและเพื่อนร่วมโลกได้โดยที่ไม่มีผู้ใดเดือดร้อนถึงจะพูดได้ว่านับถือตัวเอง แต่ก็อีกหนะแหละครับบุคคลที่ทำเพื่อส่วนร่วมได้ขนานนี้ก็มักจะมีวีรบุรุษในดวงใจตัวเองอยู่แล้ว
วัยรุ่นหลายๆคนยังคิดกันอยู่อย่างนี้และเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่เสียด้วย ว่ากูนับถือตัวเอง ผมได้แต่หวังว่าการดำเนินชีวิตและประสบการชีวิตจะสอนให้เค้ารู้จักคิดมากขึ้นและลงมือทำอะไรกับชีวิตตัวเองให้มากกว่าตอนนี้ ถึงตอนนั้นถ้าพวกเราได้กับมานั่งพูดกันอีกผมเชื่อว่าคงไม่มีใครพูดว่านับถือตัวเองได้เต็มปากเสียแล้ว เปลี่ยนจากคำว่านับถือตัวเองเป็นภูมิใจในตัวเองมากกว่า
posted on 06 May 2009 20:54 by manemint
ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาแต่เด็ก ยิ่งอากาศร้อนๆแบบนี้ยิ่งไม่อยากไปไหนอ่านหนังสืออยู่บ้านดีกว่า
ผมได้อ่านบทความวิจัยบทหนึ่งซึ่งนานมากแล้ว อ่านแล้วตกใจ งานวิจัยนั้นเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการอ่านหนังสือของคนแต่ละประเทศทั่วโลก ที่ว่าตกใจก็คือ คนไทยอ่านหนังสือเพียง7บรรทัดต่อปี
ผมอ่านแล้วก็นึกเห็นด้วย เพราะผมหาคนที่คุยเรื่องหนังสือที่ชอบกับผมนั้นน้อยเหลือเกิน แม้แต่ในรั่วมหาลัยเองก็ตาม ทำไมจึงเป็นเช่นนี้หนอ ทั้งๆที่หนังสือเองก็มีประโยชน์มากมาย และหาอ่านได้ง่ายๆมากๆ สนุก และพกติดตัวไปได้ทุกที่ ผมมาลองมานั่งวิเคราะห์ดูตามภูมิที่ตัวเองจะวิเคราะห์ได้ถึงสาเหตูที่คนไทยอ่านหนังสือน้อยก็คือ
1.การปลูกฝั่ง
การปลูกฝั่งให้เด็กไทยรักการอ่านหนังสือมีน้อยมาก รัฐบาลหลายๆชุดเงอก็ไม่ได้มีการส่งเสริมทางด้านนี้อย่างจริงจัง เพราะนัการเมืองบางคนก็อ่านหนังสือน้อยเช่นกัน(ผมเดานะ)มีแต่นโยบายขาดการปฎิบัติ ส่วนของครอบครัวก็เช่นเดียวกัน พ่อแม่ผู้ปกครองเองก็ขาดความเข้าใจในการอ่านหนังสือเช่นกันมักจะบังคับให้บรรดาลูกตาดำ อ่านหนังสือเรียน เมื่อเด็กถูกบังคับ ก็เกินความรู้สึกต่อต้านไม่ชอบจนพาลไปเปป็นเกียจหนังสือในที่สุด(จริง ผมเห็นหลานตัวเองนี่แหละ) หรือเวลาที่บรรดาลูกๆหยินหนังสือการ์ตูนหรือนิทานอ่านก็มักจะได้ยินเสียงพ่อเเม่ลอยมาตามลมเสมอว่า"หนังสือเรียนไม่รู้จักอ่าน อ่านแต่การ์ตูน" จริงไหมครับ เมื่อถูกบ่นมากๆจากที่ไม่ชอบหนังสือเรียนอยู่แล้วเป็นทุน พออ่านการ์ตูนก็โดนด่าอีก ทีนี้เด็กไทยเลยพาลไม่อ่านหนังสือกันเลย พอหนังสือเล่มบางๆไม่เคยถูกอ่านจบที่นี้ก็อย่าหวังเลยว่าจะอ่านหนังสือที่หนาๆกันได้ ง่วงกันก่อนทุกที
2.ราคา
เอาเข้าจะว่าไปหนังสือบ้านเราก็ไม่ใช่ถูกๆซะเมื่อไหร่ หนังสือบางเล่มก็แพงจนผู้ใหญ่อย่างเราๆคิดแล้วคิดอีกว่า"กุจะซื้อดีไหมวะ"เพราะแม่งแพงใช่ย่อย มีนักเขียนหลายๆท่าน พยายามทำหนังสือที่มีราคาถูกออกมา ใช้กระดาษรีไซเคิลเพื่อประหยัดราคาให้เด็กเก็บเงินซื้อกันเองได้ ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีทีเดียวเพราะภาระไม่ต้องตกที่ผู้บริโภคมากนัก
3.การโฆษณา
หนังสือดีๆหลายๆเล่มนี้ขายแทบไม่ออกเพราะคนไม่รู้จัก ในสถาวะที่ใช้ชีวิตเร่งรีบในเมืองแบบนี้ ถ้ามีวลาไม่มาก ให้ใช้เวลาชั่วโมงสองชั่วโมงไปยืนเลือกหนังสือก็ไม่ไหว การโฆษณาจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ยอดหนังสือขายดี ไม่ว่าทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือๆหลายๆเล่ม ประเภทประวัติดารา ประวิตินักร้อง พวกนี้กับขายดีเพราะมีโฆษณาเข้าถึง แล้วทำไมเราไม่เอาหนังสือดีๆที่คนทยควรอ่านมาทำการโค-สะ-นา บ้างละ
4.อ่านหนังสือแม่งไม่เก๋า(ค่านิยม)
ใช่ครับ อ่านหนังสือแม่งไม่เก๋า วัยรุ่นไทยมองการอ่านหนังสือในบ้านเราเนี่ยเป็นเรื่องของ "เด็กติ๋ม" "เด็กแว่น" "พวกหน้าชั้นเรียน" จริงไม่เชื่อลองไปถามพวกที่ยืนดูดบุหรี่ตามป้ายรถเมล์ทั้งๆที่ยังอยู่ในชุดนักเรียนดูสิ(จริงๆแล้วตอนเรียนมัธยม ผมก็ดูดบุหรี่รอรถเมล์แถบทุกวัน แต่พอมาเห็นรุ่นน้องๆทำอยากระโดดตบยังไงก็ไม่รู้ (แก่ขึ้นแล้วกู)) มีไหม พวกที่เก๋าๆ เหมือนพี่เต๋าสมชายเวลาว่างพักเที่ยงจะเข้าห้องสมุดกันไหม รวมกลุ่มเตะบอลดีกว่า ไม่ก็เข้าห้องน้ำแอบดูดบุรี่กัน(ซึ่งก็ผมอีกนั้นแหละ) ฉะนั้นเราจึงควรเปลี่ยนค่านิยมใหม่ให้การอ่าหนังสือ เป็นเทรน เป็นแฟชั่นกันไปเลย ใครไม่อ่านout kไหม
ก็เท่านี้แหละครับที่ผมวิเคราะได้จากมันสมองน้อยๆของผม
ส่วนใครที่อ่านมาถึงตอนนี้ผมของตบมือให้ครับ
บทความนี้ผมใช้บรรทัดฐานของตัวผมเองเป็นตัววัดอาจไม่ถูกใจใครหลายๆคน ถูกผิดอย่างไรให้อภัยกันด้วยนะครับ ใช้บรรทัดฐานของตัวเองจริงๆ จะว่ามองโลกแคบๆก็ได้
ปภูศิต ตานีสิงห์ เขียนเมือ 6พ.ค. 2552